ความจริงเรื่องทักษะการอ่านของเด็กๆ

จากการดำเนินงานโครงการสร้างนักอ่านในหลายพื้นที่ สมาคมไทสร้างสรรค์พบว่า ทักษะการอ่านของเด็กและเยาวชนเป็นปัญหาสำคัญที่มีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นตามระยะเวลา โดยมีระดับรุนแรงมากที่สุดในพื้นที่ภาคอีสานตอนเหนือ ตามด้วยภาคอีสานใต้และภาคเหนือตามลำดับ โดยพบว่านักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5-6 และมัธยมศึกษาปีที่ 1-2 ที่เข้ารับการทดสอบทักษะการอ่านเพื่อกลั่นกรองเข้าทำหน้าที่เยาวชนนักอ่านในบางสถานศึกษาร้อยละ 100 ไม่สามารถอ่านหนังสือภาพสำหรับเด็กปฐมวัยได้ (พบอย่างน้อย 2 โรงเรียนจาก 4 โรง)ส่วนภาคอีสานตอนไต้มีเพียงร้อยละ 17 ที่ผ่านเกณฑ์ สามารถทำงานอ่านหนังสือให้เด็กปฐมวัยฟังได้ขณะที่ร้อยละ 83 อ่านไม่ได้หรืออ่านไม่ถึงระดับใช้งานได้-อ่านไปหยุดสะกดไป) ภาคเหนือพบประมาณร้อยละ 50

นอกจากนั้น ยังพบอยู่เสมอว่า ผู้ที่มีทักษะการอ่านในเกณฑ์ดี และทำหน้าที่อ่านหนังสือให้ฟังได้นั้น ล้วนเป็นนักเรียนที่มีผลการเรียนระดับดีเยี่ยมของโรงเรียน สอบได้คะแนนจากการสอบอันดับที่ 1-5 เป็นนักเรียนที่มีผลงานดีเด่น หรือเป็นบุคคลหลักที่โรงเรียนส่งเข้าแข่งขันทักษะและวิชาการอยู่เสมอ

ดังนั้น กิจกรรมโครงการในหลายชุมชนจึงต้องยุติลงเมื่อเยาวชนนักอ่านรุ่นที่ 1 ไม่สามารถทำหน้าที่ต่อไปได้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุจากการย้ายโรงเรียนเพื่อเลื่อนชั้นหรือภาระกิจการเรียนที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากที่เหลืออยู่ในชุมชนทักษะการอ่านไม่เพียงพอที่จะอ่านให้เด็กปฐมวัยฟัง หรือหากจะอ่านได้ ก็เพียงหนังสือระดับเริ่มต้นที่ประกอบด้วย 1 – 2 ประโยคต่อหน้า ใช้เวลาอ่าน 2 นาที (อาทิ น้องหมีสวัสดีครับ ลูกเจี๊ยบ 5 ตัว เป็นต้น)

ในขณะเดียวกัน เมื่อเด็กปฐมวัยในโครงการมีอัตราการฟังสะสมมากๆ พัฒนาระดับความเข้าใจ ความสนใจ และสมาธิ จนเข้าถึงหนังสือขนาดความยาว 10-15 นาทีหรือยาวกว่าได้แล้ว และสนใจหนังสือที่มีเนื้อเรื่องยาวขึ้น ตัวอักษรมีขนาดเล็กลง มีคำศัพท์มากขึ้น เยาวชนนักอ่านเกือบทั้ง (แม้จะเป็นนักเรียนระดับต้นของโรงเรียน) ก็ไม่สามารถอ่านให้ฟังได้อย่างสนุกสนาน กิจกรรมการอ่านจึงต้องยุติลง

การทดแทนนักอ่านรุ่นที่ 1 ด้วยรุ่นที่ 2 จึงเป็นกิจกรรมที่มีความก้าวหน้าน้อยหรือไม่ก้าวหน้าเลยเพราะไม่สามารถอ่านได้อย่างมีชีวิตชีวาสร้างความเบื่อหน่ายไปแก่ผู้ฟัง มากกว่าการส่งเสริม

ข้อสังเกตหนึ่งจากการฝึกสอนนักอ่าน พบว่าหากได้รับการฝึกฝนการอ่านมามากพอ เด็กเกือบทั้งหมดก็จะอ่านได้อย่างรวดเร็ว ประเด็นคือ เด็กๆได้รับการฝึกฝนการอ่านมาน้อยมาก พัฒนาไปไม่ถึงการอ่านออกและเขียนได้อย่างคล่องแคล่ว การอ่านจับใจความ เขียนตามความคิดของตนเอง จึงเป็นเรื่องไกลเกินตัว ไกลเกินทักษะที่มีอยู่ ไกลเกินไปที่จะคาดหวัง

หากเปรียบเทียบระดับทักษะของเด็กๆเหล่านี้กับอดีตสมาชิกห้องสมุดเด็กและครอบครัวที่สมาคมฯทำงานด้วย ก็จะยิ่งพบความแตกต่าง ด้วยด็กๆเหล่านั้นอ่านวรรณกรรมเยาวชนขนาดความยาวประมาณ 200 หน้าได้ด้วยตนเอง ตั้งแต่เมื่อยังเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ทั้งยังอ่านเดือนละ 5-8 เล่ม อย่างต่อเนื่อง

การอ่านวรรณกรรมได้ด้วยตนเองและสนใจที่จะอ่านตั้งแต่ชั้นประถมฯต้น จึงเป็นมาตรวัดที่ชัดเจนในมุมมองของคนทำงานด้านการอ่านกับเด็ก เพราะหากทำได้ พาพวกเขาไปถึงได้ ก็ไม่ต้องห่วงอะไรมากนักกับการเรียนในระบบ แต่นักเรียนจำนวนมหาศาลในวัยนี้หรือมากกว่าหลายๆปี ยังอยู่ที่การอ่านสะกดคำทีละคำ ดังนั้นคำถามใหญ่คือ ระบบโรงเรียนซึ่งดูแลเด็กๆหลายล้านคนจะพาพวกเขาไปถึงตรงนั้นได้อย่างไร หรือไม่ เมื่อไหร่ ด้วยวิธีไหน และใครจะตอบคำถามนี้