สร้างวัฒนธรรมการอ่าน – จะต้องทำอย่างไร 

๑. สร้างกิจกรรมการอ่านเพื่อความเพลิดเพลินในองคาพยพที่เกี่ยวข้อง 

ก. การอ่านในครอบครัว ซึ่งไม่มีใครตอบได้ชัดเจนว่าจะทำอย่างไรให้เกิดผลที่แน่นอน แต่ก็ต้องพูดเอาไว้ เพราะหากเริ่มที่ครอบครัวได้ ทุกอย่างก็ง่าย เพียงแต่ครอบครัวที่สนใจ ใส่ใจกับการเลี้ยงดูลูกให้เหมาะสมจริงๆนั้นมีน้อย ถึงน้อยมาก และการอ่านในระดับครอบครัวก็ต่ำอยู่แล้ว (ไม่เช่นนั้นวงการคนทำหนังสือคงไม่ปั่นป่วนขนาดนี้) เมื่อพ่อแม่ผู้ใหญ่ไม่อ่าน การจะส่งเสริมให้ทำในสิ่งที่ไม่คุ้นเคยก็ยากขึ้นหลายเท่า ครอบครัวที่ประสบความสำเร็จจึงประกอบด้วยผู้ปกครองที่เป็นนักอ่านและมีความรู้เป็นส่วนใหญ่

ข. โรงเรียน : พัฒนาการอ่านเพื่อความเพลิดเพลินในเด็ก ผ่านการอ่านให้ฟังอย่างเป็นกระบวนการ เพราะการอ่านในโรงเรียนผิดพลาดคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงได้อย่างอัศจรรย์

– “การอ่านให้ฟัง” ที่สมาคมไทสร้างสรรค์ ทำงานผลักดันมาโดยตลอดได้ผลน้อยมากเมื่อทำงานกับโรงเรียน เนื่องจากครูมองการอ่านเป็นเรื่องการของการให้เด็กอ่านเองและอ่านหาความรู้(ข้อมูล)​ตั้งแต่ต้น ซึ่งขัดกับกระบวนการสร้างความสนใจให้เด็กอยากอ่านแล้วนำไปสู่การอ่านเองเมื่อทักษะพร้อม กิจกรรมการอ่านที่โรงเรียนทำมาตลอดจึงไม่ได้ผล ทั้งยังส่งผลรุนแรงในทางตรงข้าม ทำให้เด็กหมดความสนใจในการอ่าน เพราะการอ่านถูกทำให้เป็นงานอันน่าเบื่อ โรงเรียนมุ่งเน้นการอ่านไปที่การหาความรู้ หาข้อมูลทำการบ้านส่งครูเป็นหลัก เมื่อทำงานส่งครูเสร็จก็จบ ไม่หยิบจับหนังสืออีกเลย

– หนังสือในห้องสมุด เต็มไปด้วยหนังสือความรู้ชั้นสูง (วรรณคดี โบราณคดี ประวัติศาสตรฺ์ ฯลฯ) ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่เด็กๆสนใจ เด็กเกือบทั้งหมดไม่ได้ประโยชน์อะไรจากหนังสือเหล่านั้นเลย

– ทักษะการอ่าน เด็ก ๘๐% มีทักษะการอ่านต่ำกว่าเกณฑ์ความสามารถตามระดับชั้นเรียน ผู้เขียนพบว่าเด็ก ป.๔-ม.๓ ส่วนใหญ่มีทักษะอยู่ในระดับประถมศึกษาชั้นต้นๆเท่านั้น ดังนั้นต่อให้มีหนังสือดีมากเพียงใดเด็กก็ไม่อ่าน เพราะการอ่านเป็นความยากลำบาก

– การอ่านเพื่อความเพลิดเพลิน เป็นสิ่งที่ครูจำนวนนึกไม่ออกว่าจะเกิดประโยชน์อันใดต่อเด็ก เพราะครูเองก็ไม่ได้ชอบอ่านหนังสือเพื่อความเพลิดเพลิน ไม่อ่านนิยาย นิตยสาร ฯลฯ การอ่านจึงไม่ได้อยู่ในความสนใจส่วนตัว ไม่รู้จักหนังสือ การส่งเสริมให้เด็กทำในสิ่งที่ตนเองก็ไม่สนใจจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

– บันทึกการอ่าน นอกจากจะเป็นเรื่องหลอกลวงแล้ว ยังทำให้เด็กเห็นการอ่านเป็นภาระอันหนักหน่วง (แม้แต่เด็กๆ ในห้องสมุดเด็กที่ผู้เขียนทำงานที่อ่านวรรณกรรมเดือนละ ๕-๘ เล่มเป็นปกติ ก็ยังต้องทำรายงานปลอมขึ้นมาส่งครู เพราะอ่านไม่ไหว จำนวนมากเกินไป ไม่ใช่หนังสือที่สนใจ ฯลฯ) ​ บันทึกการอ่านจึงเป็นบาปที่สร้างขึ้นโดยโรงเรียนอย่างแท้จริง เพราะทุกคนที่เกี่ยวข้อง ทั้งเด็ก ครู ผู้บริหาร และศึกษานิเทศ ล้วนรู้ว่าไม่ใช่กิจกรรมที่เกิดขึ้นจริง เด็กไม่ได้อ่านจริง แต่มีรายงานส่งครูเพื่อเอาคะแนน และครูก็เก็บเอาไว้รอการประเมิน แล้วทุกคนก็ยอมรับกันเป็นปกติสุข โดยไม่เคยตั้งคำถามว่าจะส่งผลอย่างไรต่อเด็กและประเทศชาติ (น่าจะมีใครสักคนศึกษาวิจัยว่ามันส่งผลไปถึงพฤติกรรมการโกงในอนาคตอย่างไรบ้าง แต่เท่าที่พบมา เด็กจำนวนมากทำทุจริตเอกสารโดยไม่แสดงความรู้สึกผิดเหมือนๆกันในทุกภูมิภาคทำงาน)

ดังนั้น ในเมื่อโรงเรียนเป็นกลไกที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเด็กทั้งประเทศ โรงเรียนจึงมีหน้าที่ในการพัฒนาการอ่านเพื่อความเพลิดเพลินให้เกิดขึ้นในเด็กให้จงได้ หากโรงเรียนไม่มีความรู้(ซึ่งไม่มีใครอยากยอมรับ) ก็ต้องได้รับการสนับสนุนให้พัฒนาขึ้น ทั้งโดยนโยบาย งบประมาณ และความเชี่ยวชาญภายนอก เพราะหากโรงเรียนทำไม่ได้ ประเทศนี้ก็จะมีเพียงเด็กโชคดีในข้อที่ ๑ จำนวนหนึ่งเท่านั้นที่จะเติบโตขึ้นพร้อมกับการอ่านและหนังสือ

๒. สถาบันฝึกหัดครู : จบครูต้องมีความรู้การพัฒนาการอ่าน

โรงเรียนสอนครู เป็นกลไกสำคัญที่เป็นต้นน้ำของการพัฒนาการอ่าน เพราะหากครูจบมาพร้อมกับความเข้าใจที่ชัดเจนในการพัฒนการอ่านในเด็ก การไปสู่ประชาชาติแห่งการอ่านก็คงไม่ยากอย่างที่เป็นอยู่ ปัญหาในข้อที่ ๒ คงไม่ใช่ปัญหาใหญ่อย่างที่เป็นอยู่  การผลิตครู จึงต้องมีความชัดเจนในเรื่องนี้ เท่าๆกับความชัดเจนทั้งความรู้และทักษะในการจัดกระบวนการเรียนรู้ใดๆที่ต้องรู้และทำเป็น

๓. สร้างความรู้ : การพัฒนาการอ่านและหนังสือ

เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจว่าคนที่เกี่ยวข้องกับการอ่านมีความรู้เกี่ยวกับหนังสือน้อยมาก โดยเฉพาะในกลุ่มหนังสือสำหรับเด็กและเยาวชน ซึ่งส่งผลไปถึงการผลิตหนังสือคุณภาพต่ำ หนังสือดีขายไม่ได้ เลือกหนังสือเพื่อการพัฒนาการอ่านไม่เป็น กิจกรรมส่งเสริมการอ่านสูญเปล่า การสร้างความรู้ให้กิจกรรมพัฒนาการอ่านเกิดผลได้จริง จึงต้องได้รับความสนใจ เพื่อสนับสนุนโรงเรียนและกลไกที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการสร้างความรู้ความเข้าใจด้านหนังสือสำหรับเด็กให้เกิดแก่ผู้บริโภค และผู้ปฏิบัติงาน เพื่อสร้างดีมานด์หนังสือดี ให้หนังสือชั้นเลิศสามารถจำหน่ายได้ เป็นแกนหลักในพัฒนาการอ่าน